Close

วิธีตรวจเช็กรถหลังน้ำท่วมเบื้องต้น รถน้ำมันและรถไฟฟ้า ต้องเช็กอะไรบ้าง?

Article Image

วิธีตรวจเช็กรถหลังน้ำท่วมเบื้องต้น รถน้ำมันและรถไฟฟ้า ต้องเช็กอะไรบ้าง?

หลังฝนตกหนักหรือน้ำท่วม หลายคนอาจต้องเจอกับปัญหา รถจมน้ำหรือรถถูกน้ำท่วม และสิ่งที่ไม่ควรทำทันทีคือการรีบสตาร์ทรถเพื่อดูว่ายังใช้งานได้หรือไม่

เพราะแม้ภายนอกรถจะดูเหมือนไม่มีความเสียหาย แต่ภายในเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ อาจมีน้ำเข้าไปแล้ว

บทความนี้จะพาไปดู วิธีตรวจเช็กรถหลังน้ำท่วมเบื้องต้นที่คนทั่วไปสามารถทำได้เอง ทั้งรถยนต์น้ำมัน รถไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

ข้อควรระวัง: หากไม่แน่ใจว่ารถได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ไม่ควรทดลองสตาร์ทหรือชาร์จรถเอง ควรให้ช่างหรือศูนย์บริการตรวจสอบก่อน

 

1. ดูก่อนว่าน้ำท่วมรถสูงแค่ไหน

สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ ระดับน้ำเคยท่วมถึงบริเวณไหนของรถ

ลองสังเกตคราบน้ำ คราบโคลน หรือคราบสกปรกที่ติดอยู่ตามตัวรถ

ระดับน้ำโดยประมาณอาจแบ่งได้ เช่น

  • ท่วมถึงล้อ – ตรวจสอบเบรกและช่วงล่าง
  • ท่วมถึงใต้ประตู – ควรตรวจสอบพื้นรถและอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • ท่วมถึงเบาะนั่ง – มีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปถึงสายไฟและอุปกรณ์ควบคุมบางส่วน
  • ท่วมถึงคอนโซลหรือแผงหน้าปัด – ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด

ยิ่งน้ำขึ้นสูงมาก ยิ่งไม่ควรทดลองใช้งานรถทันที

 

2. เปิดประตูดูภายในรถ

หลังน้ำลดแล้ว ให้ลองเปิดประตูและสังเกตบริเวณพื้นรถ

จุดที่ควรดู ได้แก่

  • พรมเปียกหรือไม่
  • มีคราบโคลนหรือคราบน้ำหรือไม่
  • เบาะนั่งเปียกหรือไม่
  • มีกลิ่นอับหรือกลิ่นผิดปกติหรือไม่
  • มีน้ำขังอยู่ใต้พรมหรือไม่

อย่าเพิ่งรีบเปิดระบบไฟฟ้าทุกอย่างเพื่อทดลองใช้งาน

เพราะบริเวณใต้พรมรถบางรุ่นอาจมีสายไฟหรือกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์อยู่

 

3. ดูห้องเครื่องสำหรับรถยนต์น้ำมัน

สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน สามารถเปิดฝากระโปรงและตรวจสอบด้วยสายตาเบื้องต้นได้

ลองดูว่า

  • มีน้ำขังอยู่ในห้องเครื่องหรือไม่
  • มีโคลนติดอยู่บริเวณเครื่องยนต์หรือไม่
  • กรองอากาศเปียกหรือไม่
  • แบตเตอรี่มีคราบน้ำหรือโคลนหรือไม่
  • มีสายไฟหรือขั้วต่อที่เปียกผิดปกติหรือไม่

สำคัญที่สุด: อย่าเพิ่งสตาร์ทรถ

หากสงสัยว่าน้ำอาจเข้าเครื่องยนต์ การสตาร์ทรถทันทีอาจทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายมากขึ้น

หากไม่แน่ใจ ควรให้ช่างตรวจสอบก่อน

 

╔═══════════╗
สหการประมูล แหล่งรวมรถมือสองที่ใหญ่ที่สุด มีรถให้เลือกมากกว่า 1,000 คัน/สัปดาห์ 
ดูปฎิทินรอบประมูลได้ที่  https://www.auct.co.th/    

 

สหการประมูล “ที่ 1 เรื่องประมูล”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
AUCT Care 📞 02 033 6555

LINE Official :: คลิก https://lin.ee/1dNFW8A
╚═══════════╝

 

4. เช็กน้ำมันเครื่องแบบง่าย ๆ

สำหรับรถยนต์น้ำมัน หากรถมี ก้านวัดน้ำมันเครื่อง สามารถดึงออกมาดูสภาพน้ำมันได้

หากน้ำมันมีลักษณะผิดปกติ เช่น ขุ่นมากหรือมีลักษณะคล้ายน้ำนม อาจมีน้ำปะปนอยู่

ในกรณีนี้ ไม่ควรทดลองสตาร์ทรถ และควรให้ช่างตรวจสอบต่อ

รถบางรุ่นไม่มี dipstick หรือใช้ระบบตรวจระดับน้ำมันแบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพยายามถอดหรือเปิดชิ้นส่วนใด ๆ เอง

 

5. ตรวจระบบเบรกเบื้องต้น

หลังรถถูกน้ำท่วม ควรตรวจสอบเบรกก่อนนำรถไปใช้งาน

เบื้องต้นสามารถสังเกตได้ว่า

  • มีโคลนติดบริเวณล้อหรือไม่
  • จานเบรกมีสนิมหรือคราบผิดปกติหรือไม่
  • แป้นเบรกมีความรู้สึกผิดปกติหรือไม่

แต่หากรถถูกน้ำท่วมสูง ไม่ควรขับออกถนนเพียงเพื่อทดลองเบรก

ควรให้ช่างตรวจสอบก่อน

 

6. ตรวจภายในว่ามีน้ำหรือความชื้นหลงเหลือหรือไม่

แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ความชื้นสามารถค้างอยู่ในรถได้

ลองตรวจบริเวณ

  • ใต้พรม
  • ใต้เบาะ
  • ช่องเก็บของ
  • พื้นห้องเก็บสัมภาระ
  • ยางอะไหล่
  • ช่องเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ

หากพบความชื้นหรือกลิ่นอับ ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งโดยเร็ว เพราะความชื้นที่สะสมเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นไม่พึงประสงค์

 

7. แล้วรถไฟฟ้า EV ต้องเช็กอย่างไร?

สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องระมัดระวังมากกว่ารถทั่วไป เนื่องจากมีระบบไฟฟ้าแรงดันสูงและแบตเตอรี่แรงดันสูง

สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้คือ ตรวจสอบจากภายนอกเท่านั้น

สิ่งที่ควรทำ

  • ดูระดับน้ำที่เคยท่วมรถ
  • สังเกตว่ามีคราบน้ำหรือโคลนบริเวณใต้รถหรือไม่
  • ตรวจดูความเสียหายภายนอก
  • สังเกตว่ามีไฟเตือนหรือข้อความผิดปกติบนหน้าจอหรือไม่ หากรถเปิดระบบอยู่แล้ว
  • ดูว่ามีกลิ่นไหม้ ควัน หรือความร้อนผิดปกติหรือไม่

สิ่งที่ไม่ควรทำ

อย่าถอดหรือเปิดชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง

อย่าจับสายไฟแรงดันสูง

อย่าพยายามซ่อมระบบไฟฟ้าด้วยตัวเอง

อย่ารีบนำรถไปชาร์จหลังน้ำท่วม

หากรถ EV ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะกรณีที่น้ำขึ้นสูงถึงใต้ท้องรถหรือสูงกว่านั้น ควรติดต่อศูนย์บริการหรือช่างที่มีความรู้เกี่ยวกับรถ EV เพื่อตรวจสอบก่อนใช้งาน

 

8. รถไฮบริดต้องระวังอะไร?

รถไฮบริดมีทั้ง เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ดังนั้นคนทั่วไปไม่ควรเข้าไปตรวจสอบหรือถอดชิ้นส่วนระบบไฟฟ้าแรงดันสูงด้วยตัวเอง

สิ่งที่สามารถทำได้คือ

  • ดูระดับน้ำที่เคยท่วม
  • ตรวจดูภายในรถ
  • ตรวจสอบคราบน้ำและโคลน
  • สังเกตไฟเตือนบนหน้าปัด
  • ตรวจสอบความเสียหายภายนอก

หากน้ำท่วมสูง ควรให้ศูนย์บริการหรือช่างตรวจสอบก่อนนำรถกลับมาใช้งาน

 

9. รถน้ำท่วมสตาร์ทติดแล้ว แปลว่าใช้ได้หรือไม่?

ไม่เสมอไป

รถบางคันอาจสตาร์ทติดหลังน้ำลด แต่ยังมีความเสียหายที่มองไม่เห็น เช่น สายไฟ ขั้วต่อ เซนเซอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้นคำว่า “สตาร์ทติด” ไม่ได้หมายความว่า “รถปลอดภัยและพร้อมใช้งาน”

หากรถเคยถูกน้ำท่วมสูง ควรตรวจสอบให้ครบก่อนนำกลับมาใช้งานบนถนน

 

10. Checklist ง่าย ๆ หลังรถถูกน้ำท่วม

รายการตรวจเองเบื้องต้นได้หรือไม่?
ดูระดับน้ำที่เคยท่วม✅
ดูคราบน้ำ/คราบโคลน✅
ตรวจพรมและเบาะ✅
ตรวจน้ำขังในห้องโดยสาร✅
ตรวจห้องเครื่องด้วยสายตา✅
ตรวจกรองอากาศ✅ รถน้ำมัน
ดูสภาพน้ำมันเครื่อง✅ รถที่มีก้านวัด
ตรวจไฟเตือนบนหน้าปัด✅
ตรวจแบตเตอรี่แรงดันสูง❌
เปิดชุดแบตเตอรี่ EV❌
จับสายไฟแรงดันสูง❌
ทดลองชาร์จ EV หลังน้ำท่วม❌
ถอดระบบไฟฟ้าแรงดันสูง❌

 

สรุปวิธีตรวจรถหลังน้ำท่วมแบบง่าย ๆ

หากรถของคุณถูกน้ำท่วม อย่าเพิ่งรีบสตาร์ทและอย่ารีบนำออกไปขับ

เริ่มจากการตรวจสอบง่าย ๆ ก่อนว่า

น้ำท่วมสูงแค่ไหน → ภายในมีน้ำหรือไม่ → ห้องเครื่องมีน้ำหรือไม่ → มีคราบโคลนหรือความเสียหายหรือไม่ → มีไฟเตือนผิดปกติหรือไม่

สำหรับรถยนต์น้ำมัน สามารถตรวจสอบสภาพภายนอก ห้องเครื่อง และน้ำมันเครื่องเบื้องต้นได้ แต่หากสงสัยว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์ ควรให้ช่างตรวจสอบก่อนสตาร์ท

ส่วน รถ EV และรถไฮบริด ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ผู้ใช้รถควรตรวจสอบเฉพาะสิ่งที่มองเห็นจากภายนอก และไม่ควรเปิดหรือถอดระบบแบตเตอรี่แรงดันสูงด้วยตัวเอง

จำง่าย ๆ: รถน้ำท่วมอย่ารีบสตาร์ท เช็กก่อน ใช้ได้หรือไม่ ให้ช่างเป็นคนตรวจ

Tag: