เทคนิคประเมินราคาซ่อมก่อนประมูลรถ
การประมูลรถให้ “คุ้มจริง” ไม่ได้จบแค่ได้ราคาประมูลถูก แต่ต้องรวม “ราคาซ่อมหลังซื้อ” เข้าไปด้วย เพราะรถประมูลหลายคันต้องการการฟื้นฟูบางส่วน เช่น ทำสี ตรวจช่วงล่าง เปลี่ยนยาง หรือซ่อมระบบพื้นฐาน
หากประเมินไม่แม่น คุณอาจเจอรถราคาถูกแต่ต้องซ่อมหนักจนงบบานปลาย
บทความนี้สรุปเทคนิคประเมินราคาซ่อมแบบที่มืออาชีพใช้จริง เพื่อให้คุณซื้อรถประมูลแบบคุ้มที่สุด และควบคุมงบไม่ให้เกินกว่าที่ตั้งไว้
1. ตรวจสภาพรถด้วยสายตาก่อน — ประเมินค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ
ก่อนเคาะราคา ให้ดูงาน “ภายนอก” และ “ภายใน” แบบเร็ว ๆ
สิ่งที่ควรตรวจ ได้แก่
- สีซีด ด่าง หรือแตก
- รอยบุบ รอยขีดข่วน
- กันชนแตก
- เบาะสึกหรือฉีก
- คอนโซลชำรุด
- กลิ่นอับ (เสี่ยงเคยจมน้ำ)
ค่าใช้จ่ายที่ควรรู้
- ขัดสี–เคลือบ: 1,500–3,000 บาท
- พ่นสีชิ้นละ: 1,500–3,500 บาท
- พ่นสีเต็มคัน: 13,000–25,000 บาท
- ซ่อมเบาะ/ทำภายใน: 500–3,000 บาท
ประเมินเบื้องต้นได้ภายใน 2–3 นาที
2. ดูห้องเครื่องให้ดี — ค่าใช้จ่ายตรงนี้แพงที่สุด
แม้ไม่ใช่ช่าง คุณสามารถประเมินเบื้องต้นได้
ให้ดูว่า
- มีคราบน้ำมันหรือจุดรั่วไหม
- มีคราบน้ำหล่อเย็นตามหม้อน้ำหรือไม่
- สายไฟมีรอยพันเทปซ่อมเองไหม
- เสียงเครื่องเดินเรียบหรือมีเสียงดัง
- ควันสีผิดปกติ
╔═══════════╗
สหการประมูล แหล่งรวมรถมือสองที่ใหญ่ที่สุด มีรถให้เลือกมากกว่า 1,000 คัน/สัปดาห์
ดูปฎิทินรอบประมูลได้ที่ https://www.auct.co.th/
สหการประมูล “ที่ 1 เรื่องประมูล”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
AUCT Care 📞 02 033 6555
LINE Official :: คลิก https://lin.ee/1dNFW8A
╚═══════════╝
ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ
- เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง + ไส้กรอง: 800–1,800 บาท
- เปลี่ยนสายพานหน้าเครื่อง: 800–1,500 บาท
- แบตเตอรี่ใหม่: 1,500–3,500 บาท
- ซ่อมน้ำมันรั่ว/ปะเก็น: 1,000–5,000 บาท
งานเครื่องยนต์คือสิ่งที่แพงที่สุด ควรดูเป็นพิเศษ
3. ตรวจช่วงล่าง — เสียงดัง = เสี่ยงซ่อมหลายพัน
ช่วงล่างคือจุดที่รถประมูลมักต้องซ่อมมากที่สุด
สิ่งที่ต้องดู:
- ลองเขย่ารถเบา ๆ หน้าหลัง → ถ้าย้วย = โช้คเสื่อม
- ดูยางสึกไม่เท่ากัน → ศูนย์ล้อเพี้ยน
- ดึงสเตียร์เบา ๆ → มีเสียงตึงตังไหม
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
- โช้ค 1 คู่: 2,500–5,500 บาท
- ลูกหมาก/คันชัก: 1,000–3,500 บาท
- เปลี่ยนยาง 4 เส้น: 8,000–14,000 บาท
ถ้าเจอเสียงดังหนัก ๆ → ต้องบวกงบเพิ่มทันที
4. ประเมินงานเกียร์ — ซ่อมแพงที่สุดรองจากเครื่องยนต์
วิธีดูเบื้องต้น
- เข้าเกียร์เดินหน้า–ถอยหลังแล้วรถตอบสนองเร็วไหม
- มีอาการกระตุกหรือเกียร์ลื่นไหม
- เดินหน้าเร่งแล้วรอบขึ้นแต่รถไม่ไป = เกียร์มีปัญหา
ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ
- ล้างเกียร์/ถ่ายน้ำมันเกียร์ CVT: 1,500–3,500 บาท
- ซ่อมเกียร์เบื้องต้น: 4,000–10,000 บาท
- ยกเกียร์ (หนัก): 15,000–40,000 บาท
ถ้าเกียร์มีอาการผิดปกติ → หลีกเลี่ยงดีที่สุด
5. ดูเอกสารรถ — ถ้าต้องตามเอกสาร = มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
แม้เอกสารไม่ใช่งานซ่อม แต่เป็น “ต้นทุนเวลา” เช่น
- เล่มไม่พร้อม → ต้องรอ
- ภาษีขาดหลายปี → ต้องชำระเพิ่ม
- พ.ร.บ. หมด → ต้องซื้อใหม่
ค่าใช้จ่าย
- ภาษีขาด 1 ปี: 2,000–5,000 บาท (ขึ้นกับซีซี)
- พ.ร.บ.: 300–600 บาท
- ค่าโอน: 500–1,200 บาท
- ค่าตามเอกสาร (ถ้ามีปัญหา): 1,000–3,000 บาท
ก่อนเคาะราคา → ต้องรวมค่าเอกสารในงบด้วย
6. คำนวณงบรวมทั้งหมดก่อนเคาะราคา
สูตรแบบที่มืออาชีพใช้
ราคาประมูลสูงสุดที่สู้ได้ = ราคาตลาด - (งบซ่อมที่ประเมิน + ค่าบริการประมูล + กำไรที่ต้องการ)
ตัวอย่าง
- ราคาตลาดรถ: 350,000
- ค่าซ่อมประเมิน: 15,000
- ค่าบริการลาน: 5,000
- กำไรที่ต้องการ (กรณีเป็นพ่อค้า): 20,000
ราคาสูงสุดที่สู้ได้
= 350,000 - (15,000 + 5,000 + 20,000)
= 310,000 บาท
ถ้าราคาเกินนี้ → หยุดทันที
7. มีแผนสำรองเสมอ
มืออาชีพจะมีรถ “ตัวเลือกสำรอง” อีก 2–3 คันเสมอ
ถ้าคันหลักราคาเกินงบ → ไม่ไล่ราคา
แต่จะไปประมูลคันถัดไป เพราะในรอบหนึ่งมีรถหลายคันให้เลือก
นี่คือเทคนิคที่ช่วยกันงบบานปลายได้ดีที่สุด
สรุป
การประมูลรถให้คุ้ม ไม่ได้อยู่ที่ราคาประมูล แต่ขึ้นอยู่กับ
- การประเมินงานซ่อม
- การคำนวณงบจริง
- การควบคุมเพดานราคา
ถ้ามีแผนครบทุกขั้นตอน คุณจะได้รถคุ้ม ๆ โดยไม่เจอค่าซ่อมพุ่งหลังประมูลอย่างแน่นอน
แกลเลอรี่